This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ดาวหางแคทาลินา (C/2013 US10 Catalina)

10 พฤศจิกายน 2558
ดาวหางแคทาลินาถูกค้นพบด้วยกล้องโทรทรรศน์ของหอดูดาวแคทาลินาสกายเซอร์เวย์ (Catalina Sky Survey) ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556 แต่เกือบตลอดทั้งปีที่ผ่านมาดาวหางดวงนี้ปรากฏอยู่บนซีกฟ้าใต้มาโดยตลอด ซึ่งช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาดาวหางดวงนี้มีความสว่างเพิ่มขึ้นโดยมีค่าความสว่างประมาณ Magnitude +7 และได้เคลื่อนที่เข้าไปในตำแหน่งใกล้ขั้วฟ้าใต้ ทำให้ดาวหางดวงนี้ไม่ตกลับขอบฟ้ากลายเป็นดาวหางค้างฟ้าทำให้คนในซีกโลกใต้สามารถสังเกตการณ์ได้ตลอดทั้งคืน จนในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาดาวหางดวงนี้ได้เพิ่มความสว่างจนสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า (Magnitude +6) อย่างไรก็ตามหลังจากวันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งดาวหางแคทาลินาจะโคจรผ่านตำแหน่งใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด (Perihelion) ก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนในซีกโลกเหนือกันบ้าง เพราะดาวหางดวงนี้จะเคลื่อนที่มาปรากฏในท้องฟ้าซีกเหนือและมีความสว่างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะมีค่าความสว่างประมาณ Magnitude +3 (ทั้งนี้ความสว่างดังกล่าวเกิดจากการประมาณการเบื้องต้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงค่าความสว่างได้) และในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ดาวหางแคทาลินาจะปรากฏอยู่เคียงข้างดาวดวงแก้ว (Arcturus) ของกลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์เป็นของขวัญวันปีใหม่ให้กับผู้สังเกตการณ์ในซีกโลกเหนือเลยทีเดียว
รูปที่ 1 ผู้สังเกตในประเทศไทยสามารถสังเกตเห็นดาวหางแคทาลินา ได้ด้วยตาเปล่า โดยมีความสว่างประมาณ Magnitude +3 ในช่วงรุ่งสางก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 จนถึง เดือนมกราคม พ.ศ. 2559 ภาพแสดงตำแหน่งดาวเคราะห์ของวันที่ 22 ธันวาคม 2558 (ภาพจากโปรแกรม Stellarium)

        สำหรับผู้ที่สนใจสามารถใช้กล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก เล็งไปยังทิศตะวันออกบริเวณใกล้กลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ในช่วงรุ่งสางตั้งแต่เวลาตีสามจนถึงดวงอาทิตย์ขึ้น นอกจากนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวยังสามารถสังเกตเห็นดาวเคราะห์ได้อีกสามดวงคือ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร และดาวพฤหัสบดีได้อีกด้วย


อ้างอิง


เรียบเรียงโดย
นายธนกฤต สันติคุณภรต์
เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ
ศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

กระจุกพายุฝุ่นบนดาวอังคาร

10พฤศจิกายน 2558
ทีมศึกษาจากมหาวิทยาลัยอาริโซนา แสดงรูปภาพที่ปรากฏให้เห็นพายุฝุ่น (Dust devil) ขนาดมหึมาทั้ง 8 ลูก บนพื้นผิวทะเลทรายของดาวอังคารที่ถูกถ่ายได้ในเวลากลางวันของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 จากกล้องถ่ายภาพทางวิทยาศาสตร์ความละเอียดสูง (HiRISE, Hight Resolution Imaging Science Experiment) 
ภาพที่1 รูปภาพแสดงพายุฝุ่นขนาดใหญ่ (Dust davil) 8 ลูก บนพื้นผิวดาวอังคาร

        ภาพถ่ายดังกล่าวแสดงลักษณะของกระจุกพายุฝุ่นบนพื้นทะเลของดาวอังคารที่มุ่งหน้าไปทางเหนือในทิศทางเดียวกันกับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ รวมไปถึงบริเวณพื้นทรายยังแสดงร่องรอยจางๆที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของพายุ ซึ่ง (จากภาพ) พายุฝุ่นทั้ง 8 ลูก มีระยะห่างกันประมาณ 900 เมตร มีเพียงสองลูก (ภาพบนสุด) ที่ใกล้กันมีระยะห่างเพียง 250 เมตร โดยพายุฝุ่นขนาดใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 100 เมตร และมีช่องว่างตรงกลางคล้ายกับรูปโดนัทเช่นเดียวกับเนินขนาดเล็กแต่จะมีความหนาแน่นที่มากกว่า

        ลักษณะของพายุดังกล่าวมีการเกิดจากสองบริเวณที่มีอุณหภูมิแตกต่างกันเช่นเดียวกับโลก แต่เนื่องจากดาวอังคารมีความหนาแน่นเพียง 1% ของโลก นั่นหมายความว่าแม้พายุฝุ่นดังกล่าวจะมีความเร็วสูงถึง 100 กิโลเมตร/ ชั่วโมง  แต่ก็เทียบได้กับลมเบาๆที่พัดผ่านหน้าเราด้วยความเร็วเพียง 1 กิโลเมตร/ชั่วโมง ของบนโลกเท่านั้นเอง 

        ภาพถ่ายที่บันทึกได้อาจนำไปสู่คำตอบของบางคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของพายุฝุ่นดังกล่าว ในทางทฤษฏีแล้วพายุที่เกิดขึ้นจะทำหน้าที่พัดพาพื้นผิวขึ้นหรือลงบริเวณเนินเขา ซึ่งเมื่อมีการพบพายุสองลูกที่อยู่ใกล้กัน มีความเป็นไปได้ว่าพายุทั้งสองลูกดังกล่าวจะมีทิศทางการหมุนที่สวนทางกัน และสามารถตรวจสอบได้ด้วยการเก็บข้อมูลภาพจากกล้องถ่ายภาพที่ความยาวคลื่นต่างๆ (ช่วงคลื่นอินฟาเรด, คลื่นสีแดงและน้ำเงิน) ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันเล็กน้อยก็จะสามารถบอกได้ถึงทิศทางการหมุนรอบตัวเอง และทิศทางในการเคลื่อนที่ของพายุ รวมไปถึงการทราบขนาดและความถี่ของพายุฝุ่นที่จะนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศบนดาวอังคารที่เกิดขึ้นอีกด้วย


แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

นาซาเผยภาพถ่ายดวงจันทร์เคอร์เบอรอส(Kerberos)บริวารของดาวพลูโต

12 พฤศจิกายน 2558
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2558 องค์การนาซาได้เผยภาพของดวงจันทร์เคอร์เบอรอส(Kerberos)ซึ่งเป็นดวงจันทร์ 1 ใน 5 ดวง ของดาวพลูโต ถ่ายภาพโดยยานนิวฮอร์ไรซอนส์(New Horizons)
        ภาพถ่ายถูกส่งกลับมาถึงโลกเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา นับเป็นภาพของดวงจันทร์ดวงสุดท้ายของดาวพลูโตที่ยานอวกาศลำนี้ส่งกลับมายังโลก ทำให้ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์มีภาพสมาชิกของระบบดาวพลูโตครบทุกดวงแล้ว ซึ่งจากภาพถ่ายที่พบในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์พบว่าดวงจันทร์เคอร์เบอรอสมีขนาดเล็กกว่าที่คาดไว้ 

ภาพดวงจันทร์เคอร์เบอรอส(Kerberos) บริวารของดาวพลูโต
จากการสังเกตกการณ์โดยกล้องถ่ายภาพความละเอียดสูง LORRI (Long Range Reconnaissance Imager)บนยานอวกาศนิวฮอร์ไรซอนส์ 

        นอกจากนี้ ภาพถ่ายยังแสดงให้เห็นว่าดวงจันทร์เคอร์เบอรอสมีลักษณะเป็นมวลติดกันสองก้อนคล้ายดัมเบล(double-lobed) โดยก้อนมวลขนาดใหญ่มีขนาดประมาณ 8 กิโลเมตร ส่วนก้อนเล็กมีขนาดประมาณ 5 กิโลเมตร รูปร่างของมันทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า ดวงจันทร์เคอร์เบอรอสอาจเกิดจากวัตถุขนาดเล็กสองวัตถุเคลื่อนที่ชนกันจนเกิดการเกาะติดกันอย่างที่เห็น อีกทั้งยังคาดการณ์ว่าวัตถุขนาดเล็กในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) อาจมีลักษณะเดียวกับดวงจันทร์ดวงนี้อยู่จำนวนไม่น้อย
        ดวงจันทร์เคอร์เบอรอสมีอัตราการสะท้อนแสงอยู่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งใกล้เคียงกับดวงจันทร์ขนาดเล็กดวงอื่นๆของดาวพลูโต นักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจเป็นเพราะดวงจันทร์ดวงนี้มีน้ำแข็งปกคลุมพื้นผิวด้านนอกก็ได้
        ก่อนที่ยานนิวฮอร์ไรซอนส์จะเดินทางไปถึงดาวพลูโต นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) หาขนาดของดวงจันทร์ดวงนี้โดยวิธีการศึกษาผลของแรงโน้มถ่วงที่มีต่อดวงจันทร์ข้างเคียง
        นักวิทยาศาสตร์พบว่า ดวงจันทร์เคอร์เบอรอสส่งอิทธิพลต่อดวงจันทร์ข้างเคียงมากจนน่าตกใจและเมื่อรวมกับที่สังเกตพบว่ามันปรากฏสลัวมาก ทำให้พวกเขาพบว่า ดวงจันทร์ดวงนี้น่าจะมีขนาดใหญ่และปกคลุมด้วยผิวที่มีสีคล้ำ ภาพถ่ายที่ยานสำรวจนิวฮอร์ไรซอนส์ส่งกลับมายังโลกในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วดวงจันทร์เคอร์เบอรอสมีขนาดเล็กกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ อีกทั้งยังมีพื้นผิวที่สว่างมากกว่าที่เราคิดเอาไว้ด้วย 
        Mark Showalter ผู้ร่วมตรวจสอบภารกิจยานอวกาศนิวฮอร์ไรซอนส์ จากสถาบันค้นหาสิ่งมีชีวิตอันทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวหรือเซติ (SETI; Search for Extra-Terrestrial Intelligence) กล่าวว่า “ข้อสันนิษฐานที่เราคาดการณ์ไว้ในอดีตค่อนข้างแม่นยำสำหรับดวงจันทร์ขนาดเล็กดวงอื่นในระบบดาวพลูโต แต่สำหรับดวงจันทร์นั้นเคอร์เบอรอสผิดจากที่คาดการณ์ไว้” โดยนักดาราศาสตร์ได้รวบรวมภาพของดวงจันทร์ทั้ง 5 ดวง ประกอบไปด้วยดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบดาวพลูโตมีชื่อว่า แครอน นอกจากนั้นยังมี นิกซ์(Nix) ,ไฮดรา(Hydar) เคอร์เบอรอส(Kerberos) และ สติกส์(Styx) ที่ได้จากการสังเกตการณ์โดยยานอวกาศนิวฮอร์ไรซอนส์มาทำการเปรียบเทียบขนาดในอัตราส่วนจริง ดังแสดงในภาพ

ภาพถ่ายดวงจันทร์ทั้ง 5 ดวง ของดาวพลูโตในสัดส่วนจริง
ในภาพแสดงให้เห็นดวงจันทร์ที่มีรูปร่างสัณฐานค่อนข้างกลมมีชื่อว่าดวงแครอนCharonซึ่งใหญ่ที่สุดในระบบดาวพลูโตมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,212 กิโลเมตร ดวงจันทร์นิกซ์(Nix)และดวงจันทร์ไฮดรา(Hydar)มีขนาดใกล้เคียงกัน ด้านยาวมีขนาดประมาณ 40 กิโลเมตร ส่วนดวงจันทร์เคอร์เบอรอส(Kerberos)และดวงจันทร์สติกส์(Styx) มีขนาดความประมาณ 10-12 กิโลเมตร 


เรียบเรียงโดย
นายบุญญฤทธิ์  ชุนหกิจ
หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา สถาบันวิจัยดาราศาสตรร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

อนุเคราะห์ภาพโดย :  NASA/JHUAPL/SwR

บรรยากาศที่หนาวเย็นของดาวพลูโต และ “ภูเขาไฟ”

13 พฤศจิกายน 2558
หลังจากการผ่านใกล้ดาวพลูโตครั้งประวัติศาสตร์ของยาน New Horizons มาแล้ว 4 เดือน นักวิทยาศาสตร์ในโครงการก็ได้ประหลาดใจในสิ่งที่ไม่ได้คาดว่าจะได้ค้นพบมาก่อน และพบว่าแนวความคิดเกี่ยวกับดาวพลูโตที่มีมาก่อนหน้านั้นผิด
ผลที่ได้จากการผ่านใกล้ดาวพลูโตและดวงจันทร์บริวาร ของยาน New Horizons เมื่อเดือนกรกฎาคม ยังคงถูกส่งมายังโลกเรื่อยๆ (ในวันที่ลงข่าวนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้รับข้อมูลเหล่านี้ราว 80%) จนในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2015 นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ New Horizons ได้แถลงถึงผลการศึกษาเกี่ยวกับระบบของดาวพลูโตจากข้อมูลเท่าที่ได้รับจากยาน ในการประชุมแผนกวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ประจำปี ของสมาคมดาราศาสตร์อเมริกัน ที่จัดขึ้นในรัฐแมรีแลนด์

จากการนำเสนอนับสิบเรื่อง มีเนื้อหาเน้นไปที่เรื่องของพื้นผิวและบรรยากาศของดาวพลูโต รวมถึงกลุ่มของดวงจันทร์บริวารขนาดเล็ก 4 ดวง ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการนำเสนอผลการศึกษาที่ได้ในประเด็นดวงจันทร์บริวารแครอน ในงานประชุมสหพันธ์ธรณีฟิสิกส์อเมริกันในเดือนธันวาคม ค.ศ.2015

รูปที่ 1 ภาพจินตนาการแสดงยาน New Horizons ของสหรัฐฯ ขณะกำลังเคลื่อนผ่านเข้าใกล้ดาวพลูโตและแครอน เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2015
[Credit ภาพ: NASA/JHU-APL/SwRI/Steve Gribben]


ภูเขาไฟน้ำแข็งขนาดใหญ่?
ข้อมูลภาพถ่ายจากยาน New Horizons แสดงให้เห็นว่าดาวพลูโตมีพลวัตรทางธรณีวิทยา ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้คาดไว้มาก่อน ทั้งในรูปของภูเขาน้ำแข็งสูง ที่ราบอายุน้อยของน้ำแข็งไนโตรเจนซึ่งมีการเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ คล้ายธารน้ำแข็งบนโลก และเปลือกดาวที่ปรากฏรอยแตกลึก ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีการเพิ่ม “ภูเขาไฟน้ำแข็งยักษ์” ในรายชื่อลักษณะภูมิประเทศที่แสดงถึงพลวัตรทางธรณีวิทยาของดาวพลูโตด้วย

ในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 9 พ.ย. Oliver White จากศูนย์วิจัย Ames ขององค์การ NASA ได้อธิบายถึงภูเขาสูงและมีฐานกว้างบนดาวพลูโต 2 แห่ง ซึ่งมีความกว้างอย่างน้อย 150 กิโลเมตร และที่ยอดมีลักษณะแอ่งยุบลงไปคล้ายปากปล่องภูเขาไฟ ลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวดูคล้ายคลึงกับภูเขาไฟรูปโล่ (Shield Volcano) บนโลก (อย่างภูเขาไฟ Mauna Kea) และดาวอังคาร (อย่างภูเขาไฟ Olympus Mons) แต่แทบไม่เหมือนกับลักษณะภูมิประเทศบนดวงจันทร์บริวารน้ำแข็งตามระบบสุริยะชั้นนอกเลย ซึ่งทาง White กล่าวว่า ภูเขาไฟนับเป็นคำอธิบายที่ดูใช้ได้ในปัจจุบัน

รูปที่ 2 ภาพถ่ายจากยาน New Horizons แสดงลักษณะภูมิประเทศที่มีชื่อไม่เป็นทางการว่า Wright Mons กว้าง 160 กิโลเมตร และสูง 4 กิโลเมตร แอ่งยุบที่ยอดภูเขานี้กว้าง 56 กิโลเมตร และพื้นผิวบริเวณรอบข้างที่มีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ
[Credit ภาพ: NASA/JHU-APL/SwRI]

รูปที่ 3 ภาพ 3 มิติของภูเขาไฟ Olympus Mons ซึ่งเป็นภูเขาไฟรูปโล่
[Credit ภาพ: NASA]

ลักษณะภูมิประเทศที่มีรูปร่างเป็นเนินทั้ง 2 แห่งนี้ไม่ได้ปรากฏชัดเจนจากภาพถ่ายดาวพลูโต แต่ปรากฏชัดเจนจากแผนที่ 3 มิติแสดงระดับความสูงต่ำของภูมิประเทศ (แผนที่นี้ได้จากการถ่ายภาพพื้นที่เดียวกันที่มุมต่างกัน) โดยภูมิประเทศทั้ง 2 แห่งนี้มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า Piccard Mons (สูง 5 กิโลเมตร) และ Wright Mons (สูง 3 กิโลเมตร) ซึ่งวัสดุที่ถูกพ่นออกมาจากภูเขาเหล่านี้ แทนที่จะเป็นหินหลอมเหลวแบบลาวาบนโลก แต่เป็นสารผสมระหว่างน้ำกับ “น้ำแข็ง” ของสารประกอบอื่นๆ ที่หลอมเหลวลึกลงไปใต้พื้นผิวดาวก่อนที่จะทะลักออกมาบนพื้นผิว หากลักษณะภูมิประเทศทั้ง 2 แห่งนี้เป็น “ภูเขาไฟน้ำแข็ง” (Cryovolcano: ภูเขาที่เกิดการประทุหรือเอ่อล้นออกมาของน้ำกับน้ำแข็ง แทนที่จะเป็นหินหลอมเหลว แบบภูเขาไฟทั่วไปตามดาวเคราะห์หิน) แอ่งที่ปรากฏบนยอดภูมิประเทศแสดงถึงพื้นที่ที่เกิดการยุบตัวลง เมื่อการประทุหรือเอ่อล้นออกมาของน้ำกับน้ำแข็งจากภูเขาไฟน้ำแข็งยุติลง ส่วนลักษณะพื้นผิวที่เป็นลอนสูงๆต่ำๆ บริเวณด้านข้างโดยรอบ อาจแสดงถึงสายธารของน้ำและน้ำแข็งที่ออกมาจากภูเขาไฟน้ำแข็งต่างครั้งกัน

รูปที่ 4 ทางซ้ายของรูปเป็นภาพถ่ายจากยาน New Horizons ส่วนทางขวาแสดงแผนที่แสดงระดับความสูงต่ำของภูมิประเทศ โดยแสดงลักษณะภูมิประเทศชื่อ Piccard Mons (ฝั่งล่างของรูป) และ Wright Mons (ฝั่งบนของรูป) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าเป็นภูเขาไฟน้ำแข็ง
[Credit ภาพ: NASA/JHU-APL/SwRI]

ทั้ง Piccard Mons และ Wright Mons เป็นอีกหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโครงสร้างภายในดาวพลูโตมีความร้อนหลงเหลืออยู่ และอาจจะยังอุ่นอยู่จนถึงปัจจุบัน (ซึ่งเป็นเวลานานกว่า 4 พันล้านปี) ซึ่งโดยทั่วไป นักวิทยาศาสตร์คาดว่าวัตถุที่มีขนาดประมาณดาวพลูโต ควรจะมีโครงสร้างภายในที่เย็นตัวและแข็งตัวมานานแล้ว การที่วัตถุขนาดประมาณนี้ยังมีความร้อนภายในอยู่ อาจเป็นผลกระทบจากแรงไทดัลจากวัตถุอื่น (เช่น แรงไทดัลจากดาวพฤหัสบดีที่เกิดกับดวงจันทร์บริวารไอโอ ส่งผลให้ภายในของไอโอร้อนอยู่) แต่ดาวพลูโตกับดวงจันทร์บริวารแครอนถูกล็อกให้หันพื้นผิวด้านเดียวเข้าหากัน (ดวงจันทร์บริวารแครอนโคจรรอบดาวพลูโตครบรอบ ใช้เวลาเท่ากับการหมุนรอบตัวเองของดาวพลูโต) ทำให้ตัดความเป็นไปได้เรื่องความร้อนภายในตัวดาวจากแรงไทดัล 

แหล่งพลังงานภายในตัวดาวพลูโตที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด จึงเป็นความร้อนที่ได้จากการสลายตัวของไอโซโทปธาตุกัมมันตรังสี ที่บริเวณแก่นกลางหินของดาวพลูโต อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน 


บรรยากาศของดาวพลูโต
ตั้งแต่ปี ค.ศ.1988 ที่มีการค้นพบว่าดาวพลูโตมีชั้นบรรยากาศเบาบางอยู่ เหล่านักวิจัยก็ได้ครุ่นคิดว่าดาวพลูโตมีบรรยากาศได้อย่างไร ซึ่งดาวพลูโตมีพื้นผิวที่หนาวเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากดาวพลูโตอยู่ในบริเวณตำแหน่งไกลจากดวงอาทิตย์มากที่สุดในวงโคจรรูปวงรี ซึ่งแก๊สในชั้นบรรยากาศที่มีอยู่เพียงน้อยนิดควรจะเยือกแข็งและตกลงมายังพื้นผิวดาวพลูโต อย่างไรก็ตาม การคำนวณโดยนักวิทยาศาสตร์แสดงว่ารังสีอัลตราไวโอเลต (รังสี UV) ในแสงอาทิตย์ แม้จะเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้อะตอมแก๊สในชั้นบรรยากาศของดาวพลูโตมีพลังงานมากขึ้น ส่งผลให้มีอัตราเร็วมากขึ้นจนถึง “อัตราเร็วหลุดพ้น” (Escape Velocity: อัตราเร็วของวัตถุที่ทำให้วัตถุหลุดออกไป ไม่ตกกลับลงมาหรือโคจรรอบดาวเคราะห์) แม้กระทั่งนักวิจัยบางคน ก็คาดการณ์ว่าชั้นบรรยากาศเบาบางของดาวพลูโตอาจจะฟุ้งขยายออกไปถึงดวงจันทร์บริวารแครอน

แต่สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นองค์ความรู้เก่าเกี่ยวกับบรรยากาศของดาวพลูโต ซึ่ง Leslie Young จากสถาบันวิจัย Southwest (SwRI) ได้อธิบายว่าชั้นบรรยากาศของดาวพลูโตนั้นหนาวเย็นกว่า และฟุ้งกระจายตัวสู่อวกาศน้อยกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งผลจากการสังเกตการณ์ดาวพลูโตบังวัตถุอื่น 2 ครั้ง ได้แก่ ดาวพลูโตบังดวงอาทิตย์ และดาวพลูโตบังโลก (จากมุมมองของยาน New Horizons) ทำให้ได้ข้อมูลความหนาแน่นและอุณหภูมิของชั้นบรรยากาศที่แปรเปลี่ยนไปตามระดับความสูงเหนือพื้นผิวดาว 

การสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ดาวพลุโตบังดาวฤกษ์ฉากหลังจากกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินบนโลกหลายครั้ง ในช่วงไม่กี่ทศวรรษนี้ ได้เสนอถึงผลที่ว่าชั้น Exobase (ระดับชั้นในบรรยากาศชั้นต่ำสุดที่อะตอมเริ่มเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระหลุดออกสู่อวกาศ) อยู่ที่ประมาณระดับความสูง 7,500 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวดาว (ประมาณ 7-8 เท่าของรัศมีตัวดาวพลูโต) แต่จากรายงานของ Leslie Young ชั้น Exobase ของบรรยากาศดาวพลูโต ที่ได้จากการสังเกตการณ์โดยยาน New Horizons กลับสูงจากพื้นผิวดาวพลูโต เพียงประมาณ 2.5 เท่าของรัศมีตัวดาวพลูโต แสดงว่าบรรยากาศของดาวพลูโตเย็นกว่าและฟุ้งตัวสู่อวกาศน้อยกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณื จากผลการสังเกตการณ์จากบนโลก

การค้นพบนี้มีความสำคัญตรงที่ช่วยหาคำตอบว่าทำไมดาวพลูโตถึงยังคงมีชั้นบรรยากาศ ซึ่งอัตราการสูญเสียชั้นบรรยากาศของดาวพลูโตน้อยกว่าอัตราที่เคยคาดการณ์ไว้หลายพันเท่า “พวกเราคาดว่าอัตราที่บรรยากาศหลุดออกจากดาวพลูโตเทียบเท่ากับการสูญเสียชั้นน้ำแข็งที่พื้นผิวดาว หนาประมาณ 0.8 กิโลเมตร ภายในช่วงเวลา 4.5 พันล้านปี” Young อธิบาย “แต่ในตอนนี้ ความหนาของชั้นน้ำแข็งที่สูญเสียไปน่าจะอยู่ที่ไม่กี่สิบเซนติเมตร”

(อธิบายเพิ่มเติมจากผู้แปล: จากการที่อะตอมและโมเลกุลในชั้นบรรยากาศดาวพลูโตมาจากการระเหิด (การเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นแก๊ส) ของน้ำแข็งที่พื้นผิวดาว ผู้แปลจึงคาดว่านักวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบอัตราการสูญเสียแก๊สในชั้นบรรยากาศ ว่าแก๊สปริมาณนี้เทียบเท่ากับชั้นน้ำแข็งบนพื้นผิวที่ระเหิดไปเท่าไหร่)

นอกจากนี้ โครงสร้างชั้นบรรยากาศของดาวพลูโต ยังไม่ตรงตามที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้เช่นเดียวกัน ทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการ New Horizons เคยคาดการณ์ว่า เหนือพื้นผิวดาวพลูโต จะมีบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ปรากฏอยู่ชัดเจน โดยอาศัยต้นแบบจากชั้นบรรยากาศหนา 8 กิโลเมตรที่อยู่โดยรอบดวงจันทร์บริวารไทรตัน (Triton) ของดาวเนปจูน ซึ่งเป็นวัตถุที่นักวิทยาศาสตร์คิดกันมานานว่าเป็น “ฝาแฝดในเชิงธรณีวิทยา” กับดาวพลูโต แต่ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการณ์ดาวพลูโตบังวัตถุฉากหลัง แสดงถึงการปรากฏของบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ที่เหนือพื้นผิวบางบริเวณ และไม่ได้ครอบคลุมเหนือพื้นผิวทั่วทั้งดวง

รูปที่ 5 ภาพถ่ายดาวพลูโต ขณะดาวพลูโตกำลังบังดวงอาทิตย์เมื่อมองจากยาน New Horizons ถึงแม้ว่าบรรยากาศดาวพลูโตจะเบาบางก็ตาม แต่อนุภาคละอองลอยคล้ายเขม่าในชั้นบรรยากาศกระเจิงแสงอาทิตย์ส่วนหนึ่ง ทำให้ท้องฟ้าบนดาวพลูโตมีสีฟ้า
[Credit ภาพ: NASA/JHU-APL/SwRI]

เรื่องราวจากกระบวนการเกิดหลุมอุกกาบาต
ภาพถ่ายจากยาน New Horizons ที่ถ่ายภาพพื้นผิวดาวพลูโตส่วนที่ได้รับแสงอาทิตย์ เผยให้เห็นถึงหลุมอุกกาบาตบนพื้นผิวน้ำแข็งมากกว่า 1,000 หลุม แต่หลุมอุกกาบาตเหล่านี้กลับไม่ได้กระจายตัวกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจากคำอธิบายของ Kelsi Singer จาก SwRI ว่าพื้นผิวดาวพลูโต 3 ส่วน ได้แก่

- พื้นผิวบริเวณขั้วเหนือของดาว
- พื้นผิวบริเวณละติจูดกลางๆ (Mid-latitude) 
- พื้นผิวสีคล้ำที่ถูกตั้งชื่อว่า “Ctulhu”

นักวิทยาศาสตร์คิดว่าพื้นผิวดาวพลูโตทั้ง 3 ส่วนนี้ เป็นพื้นผิวส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของดาวพลูโต ซึ่งเป็นพื้นผิวส่วนที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพมากนัก ในช่วงเวลา 4 พันล้านปีที่ผ่านมา

ในทางกลับกัน พื้นผิวดาวพลูโตส่วนหนึ่งที่ปรากฏเป็นที่ราบขนาดใหญ่รูปหัวใจ มีชื่อว่า “Tombaugh Regio” อาจจะมีอายุเพียง 1 พันล้านปี และพื้นที่ Sputnik Planum ที่มีสภาพราบเรียบคล้ายผิวลูกบิลเลียด ซึ่งไม่มีหลุมอุกกาบาตอยู่เลย มีอายุได้อย่างมากที่สุด 10 ล้านปี หรืออาจจะมีอายุน้อยกว่านั้น

รูปที่ 6 ภาพถ่ายความละเอียดสูงจากยาน New Horizons แสดงหลุมอุกกาบาตมากกว่า 1,000 หลุมบนพื้นผิวน้ำแข็งของดาวพลูโต แต่กลับไม่พบหลุมอุกกาบาตบนพื้นที่ที่มีชื่อไม่ทางการว่า Sputnik Planum บ่งชี้ว่าพื้นที่แห่งนี้มีอายุทางธรณีวิทยาอยู่น้อยมาก
[Credit ภาพ: NASA/JHU-APL/SwRI]

วิธีการนับจำนวนหลุมอุกกาบาตถูกใช้กับข้อมูลภาพถ่ายดาวพลูโตจากยาน New Horizons เพื่อศึกษาถึงวัตถุน้ำแข็งในแถบเช็มขัด Kuiper วัตถุที่พุ่งชนจนทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตบนดาวพลูโตเหล่านี้เกือบทั้งหมดมีขนาดเพียงไม่กี่กิโลเมตร ซึ่งเล็กเกินที่จะสามารถถูกตรวจพบได้จากกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินบนโลก

การสังเกตการณ์จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลสามารถตรวจพบการริบหรี่ลง (ที่น้อยมากๆ) ของดาวฤกษ์ฉากหลังอยู่ 2 ครั้ง ซึ่งเกิดจากวัตถุในแถบเข็มขัด Kuiper ขนาดประมาณ 1 กิโลเมตรโคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ฉากหลัง การค้นพบของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลนี้ แสดงให้เห็นว่าแถบเข็มขัด Kuiper เต็มไปด้วย Planetesimal ขนาดเล็กๆ (วัตถุที่รวมตัวก่อกำเนิดดาวเคราะห์ หรือหลงเหลือจากการก่อกำเนิดดังกล่าว) 

แต่พื้นผิวส่วนที่เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตของดาวพลูโตและแครอนนั้นก็ไม่ได้ยืนยันถึงการที่แถบเข็มขัด Kuiper เต็มไปด้วย Planetesimal ขนาดเล็กจำนวนมาก (Planetesimal ยิ่งขนาดเล็กลง ยิ่งมีจำนวนมากขึ้น เช่น Planetesimal ขนาดร้อยกิโลเมตรมีน้อย ขนาดหลักสิบกิโลเมตรมีมากกว่า ขนาดไม่กี่กิโลเมตรทีมากสุด) คำอธิบายของ Alex Parker กล่าวว่า การกระจายตัวของค่าขนาดวัตถุในแถบเข็มขัด Kuiper คล้ายคลึงกับกรณีของแถบเข็มขัดดาวเคราะห์น้อย ซึ่งพบว่าวัตถุส่วนมากในแถบเข็มขัด Kuiper มีขนาดในหลักสิบกิโลเมตร เขายังเสริมด้วยว่า วัตถุเป้าหมายต่อไปในการสำรวจของยาน New Horizon ชื่อ 2014 MU69 ซึ่งเป็นวัตถุขนาดเล็กในแถบเข็มขัด Kuiper ทำให้นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์อาจได้ข้อมูลสำคัญ ในฐานะวัตถุดั้งเดิมที่หลงเหลือจากการกำเนิดดาวเคราะห์ เมื่อยาน New Horizons เข้าใกล้ 2014 MU69 ในต้นปี ค.ศ.2019

ดวงจันทร์บริวารที่หมุนวนอย่างปั่นป่วน
นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาด้านพลศาสตร์คาดว่าดวงจันทร์บริวารทั้งห้าดวงของดาวพลูโต ได้แก่ แครอน นิกซ์ ไฮดรา เคอร์เบอรอส และสติกซ์ เป็นผลที่ได้จากการพุ่งชนครั้งใหญ่ที่เกิดกับดาวพลูโต ในช่วงที่ระบบสุริยะยังมีอายุน้อย ซึ่งการพุ่งชนครั้งนั้นกระชากแกนหมุนรอบตัวเองของดาวพลูโต ให้ตะแคงเอียงไปยังด้านหนึ่ง และก่อให้เกิดวงแหวนของเศษหินเศษฝุ่น เหนือระนาบเส้นศูนย์สูตรของดาวพลูโต 

การผ่านใกล้ดาวพลูโตเพียงครั้งเดียวของยาน New Horizons เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ยานไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพดวงจันทร์บริวารขนาดเล็ก 4 ดวงมากนัก แต่ข้อมูลที่ได้จากภาพถ่ายระยะไกลที่ได้นั้น ก็เพียงพอที่จะประมาณขนาดของตัวดาว ตรวจสอบแนววงโคจร และคาบการหมุนรอบตัวเอง

รูปที่ 7 นักวิทยาศาสตร์คาดว่าดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กของดาวพลูโต อย่างน้อย 2 ดวง (หรืออาจจะทั้งหมด 4 ดวง) เป็นผลจากการรวมตัวยึดติดกันของวัตถุที่มีขนาดเล็กกว่า โดยวงกลมสีแดงในรูปแสดงความเป็นไปได้ของวัตถุเล็กกว่าที่ยึดติดกันเป็นตัวดวงจันทร์บริวาร
[Credit ภาพ: NASA/JHU-APL/SwRI]

Mark Showalter จากสถาบัน SETI หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ในทีมที่ค้นพบดวงจันทร์บริวารสติกซ์และเคอร์เบอรอส คิดว่ารูปร่างของดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กของดาวพลูโต ที่มีลักษณะเรียวยาว แสดงให้เห็นว่าดวงจันทร์บริวารเหล่านี้เกิดจากเศษวัตถุขนาดเล็กที่รวมตัวเข้าด้วยกันด้วยอัตราเร็วที่ต่ำ เขาคาดว่าดาวพลูโตเคยมีดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กนับร้อยดวง ก่อนที่จะถูกแครอนและดวงจันทร์บริวารอีก 4 ดวงจัดการ โดยการดึงดูดให้พุ่งชน-รวมตัว หรือเหวี่ยงออกไปนอกระบบดาวพลูโต ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คิดว่าเป็นไปได้ที่ดวงจันทร์บริวารทั้ง 5 จะเหวี่ยงให้ดวงจันทร์บริวารที่เล็กกว่าพุ่งชนดาวพลูโต แต่ก็ไม่มีหลักฐานถึงจำนวนของหลุมอุกกาบาตที่ควรจะมากกว่าในบริเวณเส้นศูนย์สูตรของดาวพลูโต 

เมื่อดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กมากถูกจัดการหมดแล้ว กลับมาพิจารณาดวงจันทร์บริวารที่เหลือทั้ง 5 ขณะที่แครอนถูกแรงไทดัลล็อกให้มีคาบการหมุนรอบตัวเองเท่ากับคาบการโคจรรอบดาวพลูโต (แครอนถูก Tidal locking) ซึ่ง Tidal locking นี้มักเกิดขึ้นกับดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน แต่กลับไม่เกิดขึ้นกับดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กที่เหลือทั้ง 4 ของดาวพลูโต

คาบการหมุนรอบตัวเองของดวงจันทร์บริวารขนาดเล็กแต่ละดวง ได้แก่ สติกซ์ 3.239 วัน นิกซ์ 1.829 วัน เคอร์เบอรอส 5.33 วัน และไฮดรา 10.33 ชั่วโมง ก็ไม่ได้สอดคล้องกับคาบการโคจรรอบดาวพลูโต และคาบการหมุนรอบตัวเองเร็วกว่าคาบการโคจรไปมากด้วย อย่างเช่น กรณีของไฮดรา ที่หมุนรอบตัวเองไป 89 รอบ เมื่อใช้เวลาโคจรรอบดาวพลูโตครอบรอบ 38 วัน นอกจากนี้ งานวิเคราะห์ของ Simon Porter จาก SwRI ยังแสดงว่านิกซ์มีการหมุนรอบตัวเองแบบสวนทาง (แกนการหมุนรอบตัวเองทำมุมเอียงจากแกนตั้งฉากระนาบวงโคจร 132 องศา) ส่วนแกนการหมุนรอบตัวเองของสติกซ์ เคอร์เบอรอส และไฮดรา เอียงตะแคงไปด้านข้าง

คลิปอนิเมชันนี้ด้านล่างนี้ แสดงอัตราการหมุนรอบตัวเองของดวงจันทร์บริวารของดาวพลูโต เทียบกับคาบการหมุนรอบตัวเองของดวงจันทร์บริวาร โดยดาวพลูโตและแครอนในคลิปมีสีแทน ถูก Tidal Locking ให้หมุนรอบตัวเองครบรอบ 6.4 วัน (เท่ากับคาบการโคจรของแครอน) สติกซ์สีแดง นิกซ์สีเหลือง เคอร์เบอรอสสีเชียว และไฮดราสีน้ำเงิน

[Credit คลิป: NASA/JHU-APL/SwRI/Mark Showalter]


-----------------------------------------------

แปลและเรียบเรียงโดย

พิสิฏฐ นิธิยานันท์
เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์
ศูนย์บริการวิชาการและสารสนเทศดาราศาสตร์
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

แหล่งที่มาของข่าว: http://www.skyandtelescope.com/astronomy-news/pluto-stuns-scientists-111020155/

ยานนิวฮอร์ไรซอนส์เผยภาพชั้นบรรยากาศอันสวยงามของดาวพลูโตพร้อมกับภารกิจต่อไปที่ยานได้รับมอบหมาย

17 พฤศจิกายน 2558
ยานนิวฮอร์ไรซอนส์ขององค์การนาซ่าเผยภาพชั้นบรรยากาศของดาวพลูโต ทั้งนี้ภาพดังกล่าวถูกบันทึกไว้ได้ในช่วงที่ยานอวกาศเคลื่อนเข้าไปในเงามืดของดาวพลูโตซึ่งยานอยู่ห่างจากดาวพลูโตในระยะประมาณ 18,000 กิโลเมตร          
        ในภาพเราสามารถสังเกตเห็น “Sputnik Planum” รวมถึงบริเวณใกล้เคียงยังปรากฏร่องรอยของเทือกเขาที่มีความสูงประมาณ 3.5 กิโลเมตร และถูกตั้งชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “Montes Norgay” ได้

ชั้นบรรยากาศของดาวพลูโต

        อย่างไรก็ตามภารกิจของยานนิวฮอร์ไรซอนส์ไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ นอกจากภาพถ่ายความละเอียดสูงที่เรายังรอการส่งกลับมายังโลกแล้ว ยานอวกาศลำนี้ยังคงมุ่งหน้าเดินทางต่อไปเพื่อสำรวจวัตถุขนาดเล็กที่อยู่บริเวณแถบไคเปอร์(Kuiper Belt)ด้วย 
        เป้าหมายใหม่ที่ทีมงานนิวฮอร์ไรซอนส์ได้เลือกไว้คือ 2014 MU69  ซึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ถูกค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลขององค์การนาซ่า ในปี2014 มันโคจรอยู่ในแถบไคเปอร์และมีตำแหน่งอยู่ในเส้นทางที่เกือบเป็นเส้นตรงกับดาวพลูโตพอดี ทีมงานที่ดูแลโครงการจึงมีความเห็นว่าวัตถุนี้เหมาะสมที่สุดสำหรับเป้าหมายแรกหรือ PT1 ( ย่อมาจาก Potential Target 1 ) ต่อจากการสำรวจดาวพลูโต 
        ทีมงานคาดการณ์ว่ายานนิวฮอร์ไรซอนส์จะเดินทางไปถึงดาวเคราะห์น้อย 2014 MU69 ช่วงต้นปี 2016 และจะเข้าใกล้ในระยะ 12,500 กิโลเมตร เป็นระยะห่างเดียวกันกับที่เคยเข้าสำรวจดาวพลูโตในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาและเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2015 ทีมสำรวจได้เริ่มต้นระบบขับเคลื่อนยานลำนี้อีกครั้งซึ่งไม่ได้เพิ่มหรือลดความเร็วของยานอวกาศแต่ปรับทิศทางไปยังเป้าหมายที่ถูกเลือกให้แม่นยำกว่าเดิม ซึ่งใช้เวลาในขั้นนี้ 20 นาที โดยอาศัยพลังงานเชื้อเพลิงไฮดราซีน (hydrazine) 

ทีมสำรวจนิวฮอร์ไรซอนส์ตรวจสอบระบบครั้งสุดท้ายเพื่อเตรียมความพร้อมในการเผชิญหน้ากับเป้าหมายใหม่
ศูนย์ควบคุม ณ ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ประยุกต์ของมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์
Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory

        สาเหตุหลักในการเลือกเป้าหมายในครั้งนี้ ก็คือ ความต้องการที่ให้ยานอวกาศนิวฮอร์ไรซอส์สามารถทำงานได้นานและสิ้นเปลืองพลังงานให้น้อยที่สุด จึงมีความจำเป็นต้องให้ยานเปลี่ยนทิศทางน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ 

ภาพแสดงเส้นทางไปยังเป้าหมายใหม่ 2014 MU69 ซึ่งโคจรห่างออกไปจากดาวพลูโตประมาณ 1 พันล้านไมล์ในบริเวณแถบไคเปอร์ และจากวงโคจรของดาวเคราะห์ที่ได้แสดงนี้เป็นตำแหน่งที่ยานอวกาศลำนี้จะเดินทางไปถึงเป้าหมายประมาณวันที่ 1 มกราคม 2016

        ปัจจุบันยานอวกาศนิวฮอร์ไรซอนส์อยู่ห่างจากดาวพลูโตออกไปกว่า 135 ล้านกิโลเมตร และห่างจากโลกกว่าระยะทาง 5.1 พันล้านกิโลเมตร อยู่ในสภาพปกติพร้อมเดินทางเพื่อสำรวจเป้าหมายใหม่ อีกทั้งยังคงส่งข้อมูลหลังจากการสำรวจดาวพลูโตในช่วงเวลาที่ผ่านมาอยู่เรื่อยๆ ให้เราได้ศึกษากันต่อไป


เรียบเรียงโดย
นายบุญญฤทธิ์ ชุนหกิจ
หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

แหล่งข้อมูล
อนุเคราะห์ภาพโดย : NASA/JHUAPL/SwRI